สนใจเสนอบทความหรือติชม
แก้ไขได้ที่ คุณวันเพ็ญ เสนาคง
โทร 02-2588448 หรือ
prasarnmit.alumni
 @gmail.com(WEbMaster)

เว็บไซด์สมาคมจัดทำขึ้นเพื่อ
วัตถุประสงค์ที่จะสร้างความ
สัมพันธ์ ระหว่าง ศิษย์เก่า
คณาจารย์ และศิษย์ปัจจุบัน
ทุกท่านเพื่อให้โรงเรียนของเรา
มีแต่ความเจริญงอกงามต่อๆไป

สมาชิกศิษย์เก่า ค้นข้อมูลเพื่อน
ร่วมรุ่น รุ่นพี่รุ่นน้องพร้อมรับ
สิทธิประโยชน์มากมาย
คลิ้กด่วน!!
พูดคุยถามตอบ ส่งกระทู้น่ารักๆ
ทักทายเพื่อน พี่ น้อง โต้ตอบ
กระทู้หนุกๆ พลาดไม่ได้แล้ว
คลิ้กเลย
 


    มุมสาระน่ารู้

ตาขี้เกียจ (Amblyopia, Lazy eye)
คิดว่าหลายๆท่านคงเคยได้ยินคำนี้มาบ้าง  แต่เท่าที่ผมได้พูดคุยมาโดยส่วนมากไม่เข้าใจว่าตาขี้เกียจเป็นอย่างไร  และมักมีคำถามตามมาอีกมาก เช่น  เกิดจากสาเหตุใด  ป้องกันได้มั้ย  หากเป็นแล้วจะแก้ไขได้หรือไม่
ตาขี้เกียจคืออะไร?
ตาขี้เกียจ หมายถึงระดับการมองเห็น(visual acuity) ที่แย่กว่าปกติ  แม้ว่าจะใส่แว่นแก้ไขสายตาอย่างเต็มที่แล้วก็ยังไม่สามารถเห็นได้ชัด
ตาขี้เกียจเป็นปัญหาที่สำคัญเนื่องจากมีขีดจำกัดในการแก้ไข กล่าวคือ ถ้าตรวจพบว่าเด็กมีตาขี้เกียจต้องได้รับการแก้ไขก่อนอายุ8ปี จึงจะได้ผลดี  หากพบเมื่ออายุ10ปีไปแล้วจะไม่สามารถแก้ไขได้ไปจนตลอดชีวิต
ตาขี้เกียจเกิดจากสาเหตุใด?
ระบบการมองเห็นนั้นเริ่มพัฒนาตั้งแต่แรกเกิด เด็กทารกจะมีสายตายาว และมองเห็นภาพมัวๆมีระดับการมองเห็นต่ำ ซึ่งจะค่อยๆดีขึ้น เห็นได้ชัดเจนขึ้นตามการพัฒนาของระบบประสาท และการกระตุ้นจากการมอง  แต่หากในระยะเริ่มต้นมีความผิดปกติเกิดขี้นกับดวงตาทำให้ไม่สามารถมองเห็นได้ดี เช่น เป็นต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด, ตาเข, สายตาผิดปกติมาก  ฯลฯ จะเป็นการขัดขวางการกระตุ้นระบบการมองเห็น  ซึ่งจะทำให้เป็นตาขี้เกียจได้  ถ้าเป็นเมื่ออายุยิ่งน้อยอาการจะยิ่งรุนแรง
สาเหตุหลักที่ทำให้เป็นตาขี้เกียจ

  • อันดับแรกคือ ตาเข
  • รองลงมาคือตาข้างใดข้างหนึ่งมีสายตาผิดปกติมาก จนทำให้ตาข้างนั้นไม่ถูกใช้งาน(suppression)
  • ตาทั้ง2ข้างมีสายตาผิดปกติมาก กรณีนี้จะเป็นตาขี้เกียจทั้ง2ตา
  • ประสาทตาไม่ได้รับการกระตุ้น  เช่น หนังตาตก หรือมีต้อกระจก

เมื่อรู้ว่าเด็กมีเป็นตาขี้เกียจก็ต้องแก้ไขโดยพยายามให้ใช้ตาข้างนั้นให้มากเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมอง ซึ่งมีหลายวิธี โดยขั้นแรก จะต้องแก้ไขเรื่องสายตาก่อน  จากนั้นอาจใช้การปิดตาข้างที่ดีเพื่อให้ใช้งานข้างที่ด้อยอย่างเต็มที่ โดยระหว่างที่ทำการรักษาจะต้องพาเด็กไปตรวจตามตารางอย่างสม่ำเสมอเพราะการรักษาแต่ละช่วงอาจมีความแตกต่างกัน และมักจะต้องฝึกกล้ามเนื้อตาร่วมด้วย
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการตรวจตาเพื่อจะได้รู้ว่าตาเด็กมีความผิดปกติหรือไม่  หากตรวจพบความผิดปกติจะได้แก้ไขอย่างเหมาะสมซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อตัวเด็กเอง


Content by : สุพัฒน์ จรรยานุภาพ, O.D(ไก่)
Upload by : โชค พุกกรัตน์


   

   
Satit Prasarnmit Alumni Association
174 Sukumvit 23 Klongteuy Nue Wattana , Bangkok 10110
Tel. 02-287-0994

copyright © 2005 satitprasarnmit.com